Loading...

วันอังคารที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2557

บรรจุภัณฑ์สัปปะรดที่ออกแบบไม่เป็นสัปปะรด

ช่วงสองเดือนมานี้ ผมได้รับเชิญให้ไปเป็นวิทยากรบรรยายเรื่อง การออกแบบบรรจุภัณฑ์บ่อยครั้งมากขึ้น
โดยเฉพาะการไปบรรยายให้กับ "กลุ่มวิสาหกิจชุมชน" หรือที่เราเรียกง่ายๆ ว่ากลุ่มโอท้อป

สิ่งที่เจอทุกครั้งคือ ชาวบ้านหรือผู้ประกอบการมีความเชี่ยวชาญในตัวผลิตภัณฑ์มาก พวกเค้าทำสัปปะรดกวนได้โคตรอร่อย หอม หวาน เปรี้ยว เค็ม รสกำลังดี พวกเค้าทำกล้วยอบแผ่นสูตรต่างๆ ที่เรากินเล่นได้อย่างเพลิดเพลิน พวกเค้ามีฝีมือในการประดิดประดอยเครื่องปั้นดินเผาให้มีลวดลายวิจิตร

แต่น่าเสียดายที่ไม่มีใครมองเห็นพลังของบรรจุภัณฑ์

บางทีเค้าอาจมองเห็น แต่เค้าทำมันให้ดีไม่ได้

เราเลยเจอบรรจุภัณฑ์ที่แย่ ถึงแย่มากๆ จากกลุ่มวิสาหกิจชุมชน การให้ความรู้ในเชิงทฤษฎีเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ยิ่งเป็นเรื่องน่าเบื่อสำหรับผู้ประกอบการ ยิ่งเราพูดถึงการออกแบบกราฟิก ออกแบบโลโก้ พูดเรื่องพลังของสี พูดถึงพฤติกรรมผู้บริโภค ยิ่งทำให้พวกเค้าแสดงสีหน้าท้อแท้ สิ้นหวัง แล้วถอยห่างออกจาก
บรรจุภัณฑ์สวยๆ ที่จะช่วยให้สินค้าที่ดีอยู่แล้วขายดีขึ้น

การเปลี่ยนวิธีการบรรยายให่เป็นทางเลือกที่ผมต้องลอง....

ผมเล่นแรงมากขึ้น เมื่อพูดถึงบรรจุภัณฑ์ของพวกเค้าที่ดูย่ำแย่เอามากๆ ไม่กลัวว่าเค้าจะเสียใจ ไม่กลัวว่าจะโกรธด้วย เพราะผมใช้วิธีการ "เปรียบเทียบ" บรรจุภัณฑ์ของสินค้าประเภทเดียวกันให้เค้าเห็น

น้ำปลาทิพรส กับ Blis Fish Sauce
กล้วยอบป้าติ๋ม กับ Banana ship

และสินค้าอีกหลายอย่าง

วิธีนี้...ทำให้เค้าเห็นทันทีว่า ความแตกต่างเป็นสิ่งที่เค้าต้องพยายามทำความเข้าใจ / ความแตกต่างที่เห็นชัดประจักษ์แก่สายตาตัวเอง

ผมท้าทายพวกเค้าต่อว่า..."พวกคุณจะสร้างบรรจุภัณฑ์ไปเพื่ออะไร"

๑. ให้มันแค่มีกล่องมีซอง
๒. ต้องการเอาชนะคู่แข่ง
๓. ต้องการให้ผู้ซื่อเกิดความประทีบใจ
หรือ ๔.ต้องการให้ผลิตภัณฑ์ที่ดีอยู่แล้ว ได้รับรางวัลด้านบรรจุภัณฑ์

การท้าทายแบบนี้ทำให้พวกเค้าเข้าใจ และผมเริ่มมีความหวังว่าจะได้บรรจุภัณฑ์ดีดี จากงานชุมชน

หลายคนยังบ่นว่า พวกเค้าไม่มีความรู้อะไรเลยเกี่ยวกับกราฟิกดีไซน์ เค้ารู้แต่เพียงว่าบรรจุภัณฑ์คือเอาสินค้าไปใส่กล่องกระดาษ หรือแค่ใส่ถุงพลาสติก

นี่คือหนึ่งในความล้มเหลวของการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ระดับชุมชน เอาคนเก่งกวนสัปปะรดมานั่งทำกราฟฟิกดีไซน์ คุณว่ามันจะเป็นสัปปะรดมั้ยเล่า?

ทางออกในเรื่องนี้ยังมีอยู่ หลักการที่ง่ายที่สุดและมนุษย์ใช้กันมานาน

Put the Right Man on The Right job คือคำตอบของการบ่นให้ฟังวันนี้ มีเวลาจะมาเล่าให้ฟังต่อ

วันพุธที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2555




เพื่อให้เข้าใจว่า..ทำไม? ต้องส่งบทความโต้แย้งนี้ในเวทีสาธารณะ  เป็นเพราะจากอนุสนธิจากบทความเรื่อง “พลานุภาพการเปรียบกษัตริย์เป็นพ่อของประชาชน” เผยแพร่ในเวปไซต์ประชาไท http://prachatai.com/journal/2011/12/38111เมื่อวันพฤหัสเวลา ๐๑.๐๐ เศษๆ บวกกับทวีตเตอร์ @PravitR  ซึ่งขอยกมาบางข้อความ เช่น

@PravitR: กว่า 50 ปีของข้อมูลด้าน 'ดี' ด้านเดียวเกี่ยวกับสถาบันฯ คงทำให้คนจำนวนหนึ่งเกิดอาการมึนชาทางสมองเรื้อรัง

@PravitR: คนไม่ใช่ควาย จะได้มานั่งยัดเยียดข้อมูลด้านเดียว ด้านเดียว ทุกวัน -แม้แต่ควายก็คงไม่ยอมทน #ม112

@PravitR: คนไม่ใช่ควาย จะได้ทนกับข้อมูลด้านเดียวไปจนวันตาย -แม้ควายยังสมควรได้ข้อมูลหลากหลายเกี่ยวกับเจ้านายมัน #ม112

จะสังเกตเห็นว่าการติกแท็ก ๑๑๒ ตอนท้ายความคิดเห็นนั้น คือ แนวคิดมุ่งไปสู่ประเด็นกฎหมายมาตรา ๑๑๒ โดยชัดเจน และเพื่อให้เกิดข้อมูลเพิ่มเติม ก่อนจะอ่าน “ความโต้แย้ง”  ขอให้ลองติดตามอ่าน ทวีตเตอร์ @PravitR  เป็นภาคผนวกไปด้วย

หลังจากนั้นจึงค่อยกลับมาละเลียดความเห็นโต้แย้งนี้อีกครั้ง


(๑)ประวัติศาสตร์การรบ
ประวัติศาสตร์ของหลายประเทศในโลก มีเรื่องราวให้น่าศึกษามากมาย ถ้าศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับกษัตริย์ก็จะพบวิถีของการสงครามเป็นส่วนใหญ่  เมื่อหมดสงคราม—อิทธิพลของระบอบการปกครองทั้งประชาธิปไตยทั้งเผด็จการก็แผ่เข้ามาสมทบรวมกับโลกาภิวัตน์  ซึ่งเรื่องนี้พื้นฐานคือการปฏิวัติข้อมูลด้านข่าวสาร

เมื่อโลกก้าวมาถึงจุดนี้  วัฒนธรรมของหลายชาติจึงจำเป็น จำยอม หรือพร้อมใจเปลี่ยน  ขอยกตัวอย่างง่ายๆ  จากเพลงปลุกใจให้รักชาติกลายมาเป็นเพลงกรุ๊งกริ๊ง แบบจิงเกิ้ลโฆษณา  จากสงครามกู้ชาติเปลี่ยนมาเป็นสงครามการสร้างตราสินค้า (Brand)

มองมุมนี้เป็นสิ่งที่น่ากลัว --ถ้าประชาชนในชาติ ไม่มองย้อนไปถึงที่มาของความเป็นชาติ ที่กว่าจะรวบรวมได้เป็นปึกแผ่นเช่นวันนี้  แล้วหลงทิศไปมีแนวคิดอ้างอิงตะวันตก จากการชี้นำของนักเรียนหัวนอก กลับบ้านเพื่อปฏิเสธอาณาจักรและทำตัวเป็นเจ้าอาณาจักรเสียเอง  ด้วยเชื่อกันว่าระบบแบบตะวันตกนั้นเหนือกว่า  โดยเฉพาะคำว่า “เสรี”

เศรษฐกิจเสรี การค้าเสรี สื่อเสรี หรืออะไรก็ตามที่กล่าวอ้างถึงความเสรี  โดยเนื้อแท้แล้วมันไม่ได้เกิดขึ้นจริง มันเป็นการแปลงร่างของนายทุนที่ก้าวเข้ามา “ผูกขาด” ทางเศรษฐกิจ  ซึ่งเป็นหนึ่งกระบวนการในพัฒนาระบบทุนนิยม  ระบบนี้เข้ามาหาประโยชน์และพยายามเปลี่ยนแปลงกลไกความคิดของชนชั้นที่ต่ำกว่า  เอาประโยชน์จากแรงงาน  เอาประโยชน์จากการลงทุนในรูปแบบต่างๆ และสุดท้ายจะมาเอาประโยชน์จากรากเหง้าวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของชาติ ด้วยพลังของทุน เทคโนโลยีและสื่อมวลชน


(๒) เกมล่าเหยื่อ
วันนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีการสร้าง เกมล่าเหยื่อ (นายทุนàประชาชนผู้ยากจน) สมการนี้มีสมมติฐานมาจากความเป็นสัตว์เศรษฐกิจของมนุษย์  คือต่อสู้เพื่ออำนาจ  ลงแข่งขัน  มีผลแพ้ชนะที่เกิดจากกิเลสของประชาชน  ถ้าระบบทุนนิยมชนะก็เดินบนเส้นทางที่เรียกว่า ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ  โดยปักป้ายวาทกรรม วิสัยทัศน์ใหม่  คิดใหม่ ทำใหม่ ซึ่งคนที่สร้างวาทกรรมนี้ยังแอบซุกตัวอยู่ในมายาที่แปลกปลอมในสังคม

หลายประเทศที่เจริญแล้ว ใช้วัฒนธรรมนำหน้าเศรษฐกิจ นำหน้าการเมือง หลายประเทศไม่ต้องมีกระทรวงวัฒนธรรม (ยกเว้นประเทศฝรั่งเศสที่มีกระทรวงวัฒนธรรมเพื่อเป็นแว่นสายตาสำหรับการดู “เมืองขึ้น”)
ความแตกแยกของสังคมไทยวันนี้โดยเฉพาะความติดที่จะแยกกษัตริย์กับประชาชน  ขอให้มองไปที่ คณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ตลอดระยะเวลา ๔๐-๕๐ ปีที่ผ่านมา กลุ่มคนพวกนี้สร้างความเสื่อมถอยให้กับประเทศในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรธรรมชาติ วิถีชุมชน สิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศวิทยา รวมไปถึงระบบสังคมและวัฒนธรรม  เพราะคนพวกนี้ยอมตามความคิดนายทุนทั้งต่างชาติและนายทุนในประเทศ  ใช้ศาสตร์ที่ร่ำเรียนมาจากเมืองนอก “แปลงคนให้เป็นบริวาร” โดยไม่มองย้อนไปที่ภูมิปัญญาท้องถิ่น ไม่เข้าใจมิติทางสังคม และไม่นำพาต่อประวัติศาสตร์ชาติไทย

แต่หลังจากที่ตกเป็นอาณานิคมทางปัญญามานาน คนกลุ่มนี้แก้ตัวด้วยการทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๘ เชื่อมกับฉบับที่ ๙ โดยใช้”คน”เป็นศูนย์กลางของการพัฒนาและยึดหลัก “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นหัวใจ แล้วจึงย่อยเอาเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ในการบริหาร การพัฒนา และเป็นวิถีนำทาง

ถ้ามีใครถามว่าเศรษฐกิจพอเพียง คือ อะไร? ขอตอบอย่างง่ายและสั้นว่า เป็นต้นทุนทางสังคมที่ยืนคนละฟากกับทุนนิยม


(๓) หลังปฐมบรมราชโองการ  
“เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ในหลวงไม่เคยมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศอย่างแท้จริงเลย  พระราชอำนาจทั่วไป พระราชอำนาจพิเศษ พระราชอำนาจสำรอง ถูกชนชั้นปกครองบดบังไปจนสิ้น ในหลวงยอมอยู่ภายใต้กฎหมายทุกฉบับอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าใครหน้าไหนจะเป็นผู้ออกกฎหมาย ทรงอดทนรอคอยจนวินาทีสุดท้ายที่จะกอบกู้บ้านเมืองในยามวิกฤติ เนื่องจากการละเว้นในหน้าที่ของคนอื่น
พระเจ้าอยู่หัวถึงแม้จะเป็นกษัตริย์ แต่ไม่ได้มีฐานะเป็นผู้ปกครอง  ผู้ปกครองของประเทศนี้ คือ ทหารและนักการเมืองที่ผลัดกันขึ้นมาครองอำนาจ ทุกยุคทุกสมัยที่ชนชั้นปกครองขึ้นมามีอำนาจ ก็ใช้อำนาจโดยขาดปัญญา ทะเยอทะยานและเห็นแก่ความยิ่งใหญ่ของตนเองและพวกพ้อง

เพียงแค่แนวคิด “พอเพียง” ของในหลวงในยุคสมัยที่เรากำลังถูกล่าจากนายทุนหน้าเหลี่ยมและพวกพ้องทุกวันนี้ “คิดให้ลึกให้ซึ้ง” ก็เพียงพอต่อการยืนอยู่ข้างรักษาองค์พระมหากษัตริย์ตลอดไป  เพียงพอต่อการนับถือว่าในหลวงคือพ่อของแผ่นดินนี้  มิพักต้องย้อนกลับไปถึงพระราชกรณียกิจอื่น ๆ อันเป็นประโยชน์ยิ่งต่อประชาชน
เราระลึกถึงโดยไม่จำเป็นต้องหวั่นไหวกับประโยคตีกินเป็นแผ่นเสียงตกร่อง ว่าพวกมึงรับข้อมูลด้านเดียว
และประวิตร โรจนพฤกษ์...คุณต่อสู้เพื่อแผ่นดินนี้มากี่ครั้ง คุณเก่งมาจากไหนไม่เอากษัตริย์
หรือจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่สู้เพื่อเหลี่ยมกับอากง


ด้วยจิตคารวะ
ดร.วรัตต์ อินทสระ



วันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

กลับมาอีกครั้ง




ขาดหายจากบล็อกนี้ไปนาน  ขอบอกว่า เป็นการหายที่น่าอับอายที่สุด เพราะ "ลืมพาสเวิด"
พยายามสุ่มหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ ความอดทนและเวลาจึงพ้นขีดจำกัด ปล่อยให้บล็อกถูกทิ้งร้าง
ยาวนานเกินครึ่งปี  เป็นความผิดที่ไม่น่าให้อภัย โดยเฉพาะเมื่อคิดในมิติของความเป็นครูที่ต้องพัฒนา
สื่อการสอนอยู่เสมอ

ครั้นจะเปิดบล็อกใหม่ ก็แสนเสียดายเนื้อหาที่มีอยู่ที่นี่  เหมือนจะย้ายบ้านนั่นแหละครับ
ถ้าย้ายไปแล้ว ต้องซื้อเฟอร์นิเจอร์ของตกแต่งใหม่หมดนี่ นอกจากแพงทั้งแผ่นดินแล้ว ยังเสียเวลา
อีกไม่ใช่น้อย

ใกล้จะเปิดเทอมอีกครั้ง (๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๕) วิชาการออกสื่อสารบนบรรจุภัณฑ์ ที่ต้องรับผิดชอบในเทอมนี้  จะมีทั้งความรู้ใหม่ๆและเรื่องเล่ามาคลุกเคล้าให้กลมกล่อม

 ที่สำคัญบล็อกนี้ มีความหลากหลายเพิ่มขึ้นมาอีก เพราะจะมีทั้งสาระ บันเทิง การเมือง ฟุตบอลและการเมืองเข้ามาเติมสีสันให้ นักศึกษาอ่านหนังสือเกินปีละ ๘ บรรทัด

ดร.วรัตต์ อินทสระ
(วันฉัตรมงคล,ขอพระองค์ทรงพระเจริญ)

วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2554

เพราะห้องเรียนของเรากว้างกว่าที่อื่น

วันนี้นักศึกษาที่เรียนวิชาการสร้างสรรค์งานโฆษณา จะไปเปิดหูเปิดตากันที่เซ็นทรัลปิ่นเกล้า

เป็นส่วนหนึ่งการเรียนการสอน ด้วยเชื่อว่า "เพราะห้องเรียนของเรากว้างกว่าที่อื่น" เราจึงไม่ยอมจำนนต่อการเรียนรู้ที่จำกัดไว้ในห้องสี่เหลี่ยมเท่านั้น


"อากาศโอบล้อมเป็นห้องเรียน ท้องฟ้านั้นคือเพดาน อิฐหินดินทรายเป็นลานให้ความรู้เรา"


ฮัมเพลงไป น้ำตาตกไป เพราะน่าจะเหลือแต่ไม่กี่วิชาแล้วมั้งที่ยังไม่ยอมปิดคลาสสักที ฮา.....


เอาล่ะครับ...ในเมื่อเราเข้าใจแนวคิด "ความรู้มีอยู่ทุกที่" แล้ว เซ็นทรัลปิ่นเกล้าจะเป็นครูของเรา

ในวันนี้ .... ซึ่งมีทั้งหมด๓โจทย์ใหญ่


สิ่งที่นักศึกษาจะต้องไปหาคำตอบมาให้ได้ก็คือ

๑.จำนวนคนที่หลากหลายในเซ็นทรัลฯ มีนักศึกษาอยู่กี่เปอร์เซ็นต์

อันนี้นับเฉพาะที่แต่งชุดนักศึกษานะ ไอ้ประเภทที่เหมือนๆจะเป็นนักศึกษาไม่นับ ใช้วิธีการนับจำนวนอย่างง่ายๆ คือที่เดินมา๑๐๐คนน่ะ ใส่ชุดนักศึกษากี่คน (สวยไม่สวยหล่อไม่หล่อนับหมดนะครับ/ไม่ต้องแยกสวยแยกหล่อมาให้)


พอได้คำตอบแรกแล้วก็นั่งชิลล์ๆสบายๆ แมคโดนัลด์ เคนตั๊กกี้ เชสเตอร์ สเวนเซ่น ก๋วยเตี๋ยวเรือท่าสยาม ยำแซ่บ โอ้ยยยสารพัดสารพันจะให้นั่งทอดอารมณ์ แต่อย่าลืมว่า "เฮ้ย!!!!ยังมีโจทย์อีกข้อรออยู่นะ


๒.อยากให้ไปดูหนังกันสักเรื่องครับ...เข้าไปตั้งแต่ก่อนหนังจะฉายนั่นแหละ ไปดูโฆษณาก่อนหนังฉายว่ามีสินค้าอะไรบ้าง พอได้คำตอบแล้วใครคิดจะกลับบ้านโดยไม่ดูหนังต่อก็เมินซะเถอะ เพราะต้องคอยสังเกตเพื่อหาคำตอบต่อไปว่า ในหนังเรื่องที่ดูอยู่มันมี"โฆษณาแฝง"แอบซ่อนอยู่ในฉากไหนบ้าง เล่ามาให้เห็นภาพ อย่ามาทำเนียนไม่รู้ว่าโฆษณาแฝงคืออะไรนะ ฮา......

แต่๒คำตอบนี้ก็หมดชั่วโมงเรียนแล้ว


แหมนี่ถ้าไม่เห็นว่าเรียนกันหนักแล้ว ตั้งใจว่าจะให้โจทย์ที่๓ นัดเจอกันที่ "สน้อปอาร์ซีเอ" อีกสักงานหนึ่ง ^^


อย่าลืมโจทย์เก่าๆที่ยังค้างยังคากันอยู่นะครับ ขอให้ชั้นเรียนวันนี้ที่ต้องการให้นักศึกษาเข้าใจคำว่า "กลุ่มเป้าหมาย" มากขึ้น จะสนุกสนานเฮฮาตามประสาวัยรุ่นอย่างพวกเรานะครับ (เน้นคำว่าวัยรุ่นอย่างพวกเรา๓ครั้ง)


๓.กลับไปบ้านปุ๊ปพักสักแป๊บ...รีบเขียน "เรื่องย่อ" (synopsis) ว่าด้วยเรื่องของชีวิตนักศึกษาตาดำๆ ตลอดทั้งวันนี้ว่าตั้งแต่เช้า-ก่อนเข้านอน ไปเจออะไรมาบ้าง ย้ำว่าเรื่องย่อของวันนี้ทั้งวันนะครับ ไม่ใช่เรื่องย่อของหนัง

ปล.อย่าลืมหลักฐานตั๋วหนังของใครของมัน ที่ระบุวันที่๑๓กันยายน๒๕๕๔ด้วยนะครับ

ฮา......ทันสมัยสุดๆเพราะนี่คือการเช็คชื่อผ่านระบบของไทยทิกเกตเมเจอร์!!!!!!!



โย่วส์


ดร.วรัตต์ อินทสระ

Dr.Warat Intasara

วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2554

โฆษณาเมาไม่ขับ "ปัญญาอ่อน" หมาที่ไหนจะไปกลัว

เมื่อ ประมาณ ปีก่อน เพื่อนผมเสียชีวิตที่นครปฐมครับ ขับอยู่ดีๆ เพิ่งออกจากไฟแดงเลย
ไม่เร็วแน่นอน วีโก้ฝั่งตรงข้ามเสียหลักลอยข้ามฝั่งมาพุ่งชนรถเพื่อนผม หลังคาหายวับ
กลายเป็นรถเปิดประทุนไปเลย เพื่อนผมกะโหลกเปิดเสียชีวิตคาที่ คนนั่งมาด้วยรอดตายครับ
แต่ตาขวาบอด กระดูกหน้าแตก

ส่วนคนขับวีโก้ ขาไปทาง แขนไปทาง ตัวขาดครึ่งท่อน ตับไตไส้พุงเกลื่อนกระจาย
แล้วนี่ไม่ใช่นานๆทีในประเทศไทยนะครับ มันทุกวัน เดี๋ยวรถไฟพุ่งชน เดี๋ยวรถทัวร์ชน
ข้ามทางม้าลายถูกรถชน

ขึ้นรถเมล์ยังตกลงมาตาย

ไอ้คนขับรถเมล์ แค่จอดชิดฟุตบาท รอคนขึ้นลงให้หมดแล้วค่อยปิดประตุแล้วค่อยออกรถ
มันยากตรงไหนครับ ทุกวันนี้ขาข้างนึงยังอยู่บนรถ อีกข้างกำลังจะแตะพื้นรถมันก็วิ่งออกไปแล้ว


เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ผมขึ้นรถเมล์ไปเรียนสมัยยังหนุ่มกระทง รถเมล์
๑๐ คันเป็นแบบนี้ คัน
อยากจะให้พ่อแม่ลูกเมียคนขับมาเดินขึ้นเดินลงบ้าง แล้วให้ผมเป็นคนขับ
แล้วทำกับญาติพี่น้องมันแบบเดียวกับที่มันทำกับประชาชน อยากรู้ไอ้พวกคนขับรถเมล์มันจะยอมมั้ย
เมืองไทยคนตายแบบนี้ทุกวัน ต้องอีกกี่ศพ ถึงจะพอใจกัน


ชีีวิตคนไทยราคาถูกมากๆ เนื้อวัวนำเข้าจากบางประเทศ ยังราคาแพงกว่าชีวิตคนไทยอีก
นี่คือเรื่องจริง ใครไม่เชื่อก็ตามใจ


เมืองไทยทุกวันนี้ฟุตบาทไม่มีที่ให้คนเดิน ถนนก็ไม่มีที่ให้รถวิ่ง ถนนเอามาขายของ เอามาขายอาหาร
เอาถนนมาให้แท๊กซี่สามล้อจอดมั่วไปหมด แล้วมาบ่นถนนไม่พอใช้ แต่ใช้ถนนกันแบบนี้
ไปดูหน้าพารากอน หน้ามาบุญครองฝั่งตรงข้ามสยามสแควร์ ไปดูสีลม ถ้าปล่อยให้แท๊กซี่สามล้อ
จอดกันขนาดนั้น ถึงมีรถใต้ดิน
๒๐ สาย รถมันก็ไม่หายติด

ทางม้าลายจะข้ามรถก็บีบแตร เร่งเครื่อง เปิดไฟพุ่งไล่ ไม่ยอมจอดให้ อุ้มหมาจะพาไปหาหมอ
หลายๆคันยังไม่ยอมจอดให้ข้าม นี่ถ้าต้องอุ้มลูกหรือหลานตัวเล็กๆข้ามถนนทุกวัน
จะเข้าใจว่าชีวิตคนไทยราคาถูกขนาดไหน


ทางม้าลายก็สักแต่ว่าจะทำก็ตีเส้นกันเอาเอง ไม่คิดเลยว่าควรมีหรือไม่ควรมี ไม่มีการสำรวจอะไรกันเลย เช่นอันไหนมีแค่ทางม้าลายก็พอหรือควรมีไฟจราจรด้วยเพื่อไม่ให้สร้างปัญหาให้ กับการจราจร

แต่ทุกวันนี้มันมั่วไปหมด บางทางม้าลายมีไฟจราจร แต่อยู่บนถนนเดินรถทางเดียว
รถแล่นมาก็ไม่ยอมหยุด เพราะเห็นว่าไม่มีรถทางอื่นมา และถ้าชน ตัวเองไม่ตายอยู่แล้วเพราะอยู่ในรถ
สุดท้ายรถมันก็ไม่หยุดให้คนข้าม แล้วคนมันจะข้ามยังไงให้ปลอดภัย


ไฟจราจรคนข้าม หาแทบไม่มี ตามสี่แยกถึงรถอีกฝั่งไฟแดง อีกฝั่งมันก็เขียว รถมันก็มาจากด้านอื่นอยุ่ดี
สุดท้ายคนก็ไม่ได้ข้าม เพราะรถมันไม่ยอมหยุดให้

ไปดูญี่ปุ่น สิงคโปร์ นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย แคนนาดา อังกฤษ ว่าเขาทำกันยังไง

อเมริกา.... สี่แยกเล็กๆ เห็นถนนจากทุกทาง ถึงไม่มีรถมาแต่มี stop sign รถก็ต้องหยุด
แล้วเมืองไทยไฟแดงอยู่ชัดๆ แมร่งก็ยังอยากจะฝ่าไฟแดง


ที่โน่นเค้ามี speed limit sign, stop sign, give way sign ประเทศไทยไม่มีซักอัน

give way rule ประเทศไทยก็ไม่มี

ถนนหลายๆสายก็อันตราย ป้ายบอกกำจัดความเร็วก็มั่วไปหมด ไม่รู้ตรงไหนจะให้ขับเท่าไหร่กันแน่
อยู่ดีๆโดนตำรวจจับ บอกคุณขับเกินนะ แต่ป้ายไม่ีมีบอก

ถามทำไมไม่มีป้ายบอก ตำรวจบอกตามกฎหมายคุณต้องรู้เอง
ขับอยู่ดีๆ รถมอไซด์ขับสวนซะงั้น รถพยาบาลเปิดไซเรน รถก็ไม่หลบให้

เมืองไทยไม่สบายต้องหอบคนไข้คนเจ็บไปโรงพยาบาลเอง
เพราะถ้ารอรถพยาบาลมาแล้วกลับไปโรงพยาบาลใหม่ คนไข้จะตายซะก่อน
คุณเคยเห็นประเทศพัฒนาแล้วที่ไหนเป็นแบบนี้บ้างมั้ย

ฝรั่งเศส... มีรถพยาบาลมา รถที่ขวางอยู่พอขับขึ้นฟุตบาทได้ เขาขับขึ้นฟุตบาทไปเลย
แต่เมืองไทย รถชอบขับรถนำขบวนรถพยาบาลแทน ไม่หลบให้

อาเฮียคนนึงเป็นโรคหัวใจ "น๊อค" เรียกรถพยาบาลมา ปรากฏว่ามาไม่ทัน
คนขับบอกว่ารถเมล์มันไม่ยอมหลบให้


ช่วยตอบนิดได้มั้ยครับ ว่าชีวิตคนไทยราคาเท่าไหร่?


มาดูโฆษณารณรงค์เมาแล้วขับที่ทำกัน ก็ทำซะปัญญาอ่อน "ตลก (แดก) บนความตายของคนอื่น
ดูไปใครก็ไม่กลัว" ลองดูที่ออสเตรเลียเขาทำกันแบบนี้



เอาอันนี้ไปอีกอันหนึ่ง....



อยากทำให้กลัวต้องทำแบบนี้ เอาภาพจากกล้องแบบจริงๆมาให้คนดู ตั้งจอใหญ่ ๆ เปิดให้ดูกันหน้าผับ

ก่อนกลับบ้าน


ทำให้มันสมจริง ..ไม่ใช่เอานิ้วไปจิ้มรูจมูกคนอื่น หรือทำเป็นเมาแป๋แล้วขับไปให้ตำรวจจับเหมือนเมืองไทย

ลองมาดู เมาไม่ขับปัญญาอ่อนแบบคนไทยทำ "หมาที่ไหนมันจะไปกลัว"



อ่านบทความนี้เสร็จ คงมีคนเกลียดคนเขียนขึ้นอีกเยอะ

ดร.วรัตต์ อินทสระ
(ฝนตกรถติดทุกวี่ทุกวัน)



วันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2554

แม่โกหกเรา ๗ ครั้งในชีวิต



แม่ผมเสียชีวิตไปตั้งแต่ ปี ๒๕๔๖ ด้วยโรคมะเร็งตับ

แม่ไม่สูบบุหรี่ ไม่กินเหล้า ไม่มีอะไรที่เป็นภาวะการเสี่ยงต่อการ "เป็น" และ "ตาย" กับโรคนี้

จำได้ลาง ๆ ว่าช่วงเวลาของการรักษาสั้นมาก เพราะหลังจากตรวจเจอเนื้อร้ายที่ตับ
เวลาที่มันลุกลามจนทำลายทั้งชีวิต ใช้เวลาแค่ ๖ เดือน

แม่จิตใจเข้มแข็งมาก ถึงจะเจ็บจะปวดอย่างไร แต่ก็ยังไม่ลืมว่าหน้าที่ของแม่
ที่จะปฏิบัติต่อลูก หน้าที่ของภรรยาที่จะปฏิบัติต่อสามี (พ่อผม) คือภาระอะไร?

แม่ยังลุกขึ้นมาทำอาหาร / ยังกระย่องกระแย่งไปสอนหนังสือ จนร่างกายมันต้องบอกว่า

"พอเถอะ"

หลังจากนั้น...แม่ใช้เวลาอีก ๑ เดือนอยู่บนเตียงผู้ป่วยที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

เป็นหนึ่งเดือนที่ทุกคนที่เกี่ยวข้อง "หมดหวัง" เพราะโดยอาการและวิธีการรักษาที่หนักข้อขึ้นเรื่อยๆ

เป็นหนึ่งเดือนที่ทรมานใจคนอยู่ และทรมานกายคนป่วย เป็นเวลาที่ภาพเก่าๆย้อนกลับมาเป็นฉากๆ

ตุ๊กตาหมีตัวแรกที่แม่ซื้อให้
จูงมือไปส่งครูตอนที่เรียนประถม
วิ่งวุ่นตอนที่ต้องฝากเข้าเรียนมัธยม

........

๕ ปีแรกที่แม่ไม่ได้อยู่กับเราแล้ว

ผมไม่เคยออกไปเดินเที่ยวห้างหรือออกจากบ้านในวันแม่เลย
มันเจ็บแปลบๆ และจุกอยู่ในอก ที่ได้เห็นหญิงชายจูงมือแม่ ไปทานข้าวไปซื้อของ

ภาพของครอบครัวที่เป็นสถาบันที่แข็งแรงที่สุด มันเป็นภาพของคนอื่น ไม่มีภาพของเราอีกต่อไป

ผมใช้เวลาในวันแม่ของทุกปีอยู่ที่บ้าน ทำความสะอาดบ้าน ฟังเพลง ดูหนัง
เป็นกิจกรรม หลังจากที่ได้แค่ไหว้และระลึกถึงแม่แค่พวงมาลัยหนึ่งพวง
ที่เอาไปแขวนอยู่กับโกฐกระดูกที่วางอยู่เหนือหัวในห้องทำงาน

................................

เช้าวันนี้ผมใช้ทวิตเตอร์ พิมพ์ข้อความสั้น ๆ ไปว่า "วันแม่ วันศุกร์ วันสุข"
และ
"ใครมีแม่ให้ไปหาแม่ เพราะคุณมีโอกาสดีกว่าอีกหลายคนที่หมดโอกาสไปแล้ว"

เรื่องของแม่ นี่ถือว่าเป็นดราม่าของโลกได้เลยนะครับ!!!!

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า จะมีคนที่รักเราได้มากว่าชีวิตของตัวเอง โลกของโฆษณาก็หยิบเอา
เรื่องราวดราม่าแบบนี้มาเรียกน้ำตาอยู่บ่อย ๆ ไปดูความรักของพ่อแกับแม่ของเรากัน




เชื่อมั้ยครับว่า....ถึงจะรักเราแค่ไหน แม่ก็เคยโกหกเราอย่างน้อยก็ ๗ ครั้งในชีวิต

๑. เรื่องเริ่มขึ้นตอนเมื่อผมเป็นเด็ก ๆ ผมเกิดในครอบครัวยากจน

ครอบครัวของเราจนมากจนต้องอดข้าวบ่อย ๆ

เมื่อไหร่ก็ตามเมื่อถึงเวลากินข้าว...แม่จะแบ่งข้าวม าให้ผมเพิ่มขึ้นอีก

พร้อมทั้งพูดว่า"ลูกต้องกินข้าวเพิ่มขึ้นนะ...ส่วนแม ่ไม่ค่อยหิว"

นี้เป็นครั้งแรกที่แม่โกหกผม

๒. เมื่อผมเติบโตขึ้น คุณแม่เพียรพยายามหาเวลาว่างไปตกปลาในแม่น้ำ

เพื่อว่าผมจะได้กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติ บโตของผม

แม่ต้มปลาที่ตกมาได้ทำเป็นซุปให้ผมกิน

ในขณะที่ผมกินแกงต้มปลา..แม่จะนั่งข้าง ๆผม แทะกิน เศษเนื้อปลาที่ติดอยู่ตามก้างปลาหลังจากที่ผมได้กินเนื้อปลาไปแล้ว

ผมรู้สึกตื้นตันใจมาก..ผมพยายามแบ่งเนื้อปลาให้แม่

แต่แม่ปฎิเสธทันควันพร้อมกับกล่าวว่า "ลูกกินเถอะ...แม่ไม่ค่อยชอบกินเนื้อปลา" นี่เป็นครั้งที่ 2 ที่แม่โกหกผม

๓. เมื่อผมเรียนอยู่ชั้นมัธยม เราต้องใช้เงินเพิ่มมากขึ้น

แม่ต้องหารายได้พิเศษด้วยการรับงานเล็ก ๆน้อยจากโรงงานมาทำที่บ้าน

บางครั้งผมตื่นขึ้นมาตอนตี 1 หรือตี 2...ผมยังเห็นแม่กำลังทำงาน

"แม่ครับ...นอนเถอะครับมันดึกมากแล้ว พรุ่งนี้แม่ต้องไปทำงานอีก"

แม่ยิ้มกับผมพูดว่า "ลูกนอนต่อก่อนนะ...แม่ยังไม่เหนื่อย...นอนไม่หล ับ"

ครั้งที่ 3 แล้วที่แม่โกหกผม

๔. ตอนเมื่อใกล้จบชั้นมัธยมผมต้องไปสอบเป็นวันสุดท้าย

แม่อุตส่าห์หยุดงานไปเป็นเพื่อนและเพื่อเป็นกำลังใจใ ห้ผม

มันเป็นวันที่แดดร้อนมาก ๆ...แม่ต้องรอผมอยู่หลายชม.

เมื่อผมทำข้อสอบเสร็จ...รีบออกมาหาแม่

เห็นแม่ผมมีเหงื่อออกท่วมตัว..

แต่ท่านกลับรินน้ำเย็นที่เตรียมมาให้ผมดื่ม

ผมเห็นแม่รู้สึกเหนื่อยและร้อนจึงขอให้แม่ดื่มน้ำก่อ น

แม่พูดขึ้นว่า "ลูกดื่มเถอะ....แม่ยังไม่กระหายน้ำ"

นั่นเป็นครั้งที่ 4 ที่แม่โกหกผม


๕. ในทื่สุดผมก็เรียนจบและมีงานทำ

ผมอยากให้แม่ซึ่งตรากตรำทำงานหนักมาตลอดได้พักผ่อนบ้าง

แต่แม่ไม่ยอม.....กลับไปตลาดทุกเช้า

ขายผักที่หามาได้เพื่อเลี้ยงชีพทั้ง ๆที่ผมพยายามส่งเงินมาให้แม่

(ผมต้องไปทำงานในเมืองที่ห่างไกล)

แม่ผมไม่ค่อยยอมรับเงินผม..บางครั้งยังส่งเงินกลับคื นให้ผมอีก

แม่พูดกับผมว่า "แม่มีเงินพอใช้แล้ว...ลูกควรเก็บเงินไว้สร้างฐานะ"

แม่โกหกผมเป็นครั้งที่ ๕


๗. เพื่ออนาคตที่ก้าวหน้า..

ผมตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโทด้วยทุนของมหาวิทยาลัย เมื่อผมเรียนจบก็ได้งานทำที่นั่นและมีเงินเดือนค่อนข้างสูง

เมื่อทำงานไปได้สักพัก...ผมอยากให้แม่ผมมาอยู่ด้วย

เพื่อว่าแม่จะได้หยุดทำงาน...พักผ่อนให้สบายในบั้นปลายของชีวิต

แต่แม่ผมไม่อยากรบกวนผม...บอกผมว่า "แม่ไม่คุ้นเคยกับชีวิตที่ลูกต้องดูแล"

ครั้งที่ แล้วซินะที่แม่โกหกผม

๗. เมื่อแม่แก่ตัวลงไปเรื่อย ๆ..

ในที่สุดแม่ก็เป็นมะเร็งและต้องเข้ารับการผ่าตัดที่โ รงพยาบาล

แม่ผมนอนพักฟื้นอยู่บนเตียงเมื่อผมไปถึง

น้ำตาผมไหลอาบแก้มเมื่อเห็นแม่ซึ่งผ่ายผอมและดูทรุดโทรมลงอย่างมาก

แม่รู้สึกดีใจมากที่เห็นผม....พยายามยิ้มอย่างสดชื่น ด้วยความลำบาก

ผมรู้ดีว่าแม่ได้ฝืนความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างสุดฝืน

จากโรคมะเร็งร้ายที่ลามไปทั่วทั้งตัว

ผมโอบกอดแม่พร้อมกับร้องไห้ด้วยความสงสาร

หัวใจผมในขณะนั้นเศร้าหมองและเจ็บปวดอย่างที่สุด

แม่พยายามปลอบผมด้วยเสียงที่แหบพร่าและสั่นเครือ

"ลูกรักของแม่...เห็นหน้าลูกแม่ไม่รู้สึกเจ็บแล้ ว"

นี่เป็นครั้งที่ ที่แม่โกหก

และเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตของแม่ที่โกหกผม

แม่ที่ผมรักและบูชามาตลอดชีวิตได้ปิดตาลงและจากผมไปอย่างไม่มีวันกลับ

หลังจากที่เธอกล่าวคำโกหกครั้งที่ จบลง.........

(เรียบเรียงตัดทอนจากฟอร์เวิดเมล์ในอินเตอร์เน็ต)

โลกของแม่เต็มไปด้วยความรัก....ใครยังมีแม่อยู่ คุณโชคดีที่สุดในวันนี้



ดร.วรัตต์ อินทสระ
(๙ ปีที่ไม่มีแม่)